You are currently viewing มูลนิธิ ส.พ.ส. ร่วมขับเคลื่อนหลักการ UNGPs เปิดศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ BAM Remedy Center อย่างเป็นรูปธรรม

มูลนิธิ ส.พ.ส. ร่วมขับเคลื่อนหลักการ UNGPs เปิดศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ BAM Remedy Center อย่างเป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 นางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิสถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี (มูลนิธิ ส. พ.ส.) อดีตกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแพฃห่งชาติ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติและประธานคณะทำงาน ขับเคลื่อนหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ และการพัฒนาที่ยั่งยืนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในชุดที่3 ได้รับเชิญไปกล่าวปาฐกถาพิเศษ และร่วมในพิธีเปิดศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด มหาชน (BAM Remedy Center) และได้กล่าวถึงการนำกรอบงานที่3 การเยียวยา (Remedy)ของหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UNGPs)มาขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม และการเปิดศูนย์ศูนย์เยียวยา สมานฉันท์ ของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด มหาชน ที่นำหลักการชี้แนะของสหประชาชาติ เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน กรอบงานที่3 มาเป็นหลักในการดำเนินงาน

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า เจ้าหน้าที่ของบริษัทและประชาชนทั่วไปที่อาจได้รับผลกระทบ จากการดำเนินธุรกิจของบริษัทสามารถเข้าถึงกระบวนการร้องทุกข์และการเยียวยาได้อย่างมีประสิทธิผล และอาจถือเป็นศูนย์แรก ของการจัดตั้งตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติ ในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) ในฐานะที่ บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพจำกัดมหาชนเครือข่ายของมูลนิธิ ส.พ.ส. การจัดตั้ง ศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์จำกัดมหาชน (BAM Remedy Center) ได้จัดตั้งขึ้น ภายใต้คำแนะนำของนางประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ ประธานมูลนิธิ สถาบันศึกษาและพัฒนาการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและ ประธานคณะทำงาน ขับเคลื่อนหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและการพัฒนาที่ยั่งยืนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในชุดที่3 ที่เป็นผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนหลักการชี้แนะ เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ของสหประชาชาติ มาดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม

โดยใน เสาที่1 การคุ้มครอง (Protect )กำหนด ให้เป็นหน้าที่ของรัฐได้ดำเนินการให้มีการลงนาม ภาคธุรกิจ (กกร.) และภาครัฐ (กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงพาณิชย์ ร่วมกันลงนาม ในปฏิญญาขับเคลื่อนหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและได้สนับสนุนให้รัฐบาลจัดทำแผนปฎิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน(NAP) จนได้รับคำชมจากข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติ ว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเซียที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน(NAP) สำหรับเสาที่2 การเคารพ(Respect) ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของภาคธุรกิจ ก็ได้ขับเคลื่อนให้คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(กลต.) ส่งเสริมและผลักดันให้บริษัทในตลาด หลักทรัพย์จัดทำรายงานความยั่งยืนประจำปี 56-1 ด้วยนำหลักESG ที่มีการกำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต้องทำการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน(HRDD)

เรียนประธานกรรมการ กรรมการและผู้บริหารบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัดมหาชน ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ผู้แทนจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพกระทรวงยุติธรรม ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แขกผู้มีเกียรติ สื่อมวลชนทุกท่าน
นับตั้งแต่ปีพ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบันประเทศไทยได้ขับเคลื่อนหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนตามกรอบงานขององค์การสหประชาชาติใน 3กรอบงาน โดยในกรอบงานที่1 การคุ้มครอง (Protect) ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐ ประเทศไทยได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จได้รับคำชมเชยจาก ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติว่าเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่ประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) กรอบงานที่ 2 การเคารพ (Respect) ที่กำหนดให้เป็นหน้าที่ของภาคธุรกิจประเทศไทยก็ดำเนินการประสบความสำเร็จโดย สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ทำรายงานความยั่งยืนแบบ 56-1 ที่ปรับใหม่โดยให้เปิดเผยข้อมูลด้าน ESG และกำหนดให้ภาคธุรกิจจัดได้มีการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) แต่ในกรอบงานที่ 3 การเยียวยา(Remedy) ซึ่งกำหนดให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐและภาคธุรกิจ ในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจให้สามารถเข้าถึงการเยียวยา แก้ไข ฟื้นฟูที่มีประสิทธิผลและกำหนดกลไกในการเยียวยาไว้ 3 กลไก ได้แก่ กลไกที 1 ทางตุลาการ กลไกที่ 2 กลไกการรับเรื่องร้องเรียนของรัฐที่ไม่ใช่วิธีการทางตุลาการ และกลไกที่ 3 การรับเรื่องร้องเรียนที่ไม่ใช่รัฐโดยภาคธุรกิจ
ที่ผ่านมาพบว่าในประเทศไทยยังไม่มีภาคธุรกิจใดนำกรอบงานที่ 3 การเยียวยา(Remedy) ไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ดังนั้นการเปิดศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ของบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) BAM Remedy Center ในวันนี้ จึงถือได้ว่าเป็นการส่งสัญญาณให้เป็นที่รับรู้ ว่าบัดนี้ภาคธุรกิจของประเทศไทยได้ดำเนินการนำหลักการชี้แนะของสหประชาชาติเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนกรอบงานที่3 การเยียวยา (Remedy) มาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและอาจกล่าวได้ว่าเป็นบริษัทแรกของประเทศไทย
ดิฉันในฐานะอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำหน้าที่ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและประธานคณะทำงานขับเคลื่อนหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาที่ยั่งยืนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติในชุดที่3 ต้องขอชื่นชมวิสัยทัศน์ของ คุณทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการบริษัท และ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารที่ตระหนักและเห็นความสำคัญของการนำหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติกรอบงานที่สามมาดำเนินการจัดตั้งศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ ในวันนี้และขอแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับการเปิดศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ของบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และขออวยพรให้การดำเนินงานของศูนย์เยียวยาสมานฉันท์ของบริษัทจงเป็นที่พึ่งของ ลูกค้า คู่ค้า เจ้าหน้าที่พนักงานของบริษัทและประชาชนให้สามารถเข้าถึงการเยียวยาแก้ไขจนเป็นที่พึงพอใจและขอให้ศูนย์เยียวยาสมานฉันท์แห่งนี้จงเป็นศูนย์เยียวยาต้นแบบที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับบริษัทต่างๆในประเทศไทยได้เห็นความสำคัญและนำหลักการชี้แนะของสหประชาชาติเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ในกรอบงานที่3 การเยียวยา(Remedy) ไปดำเนินการเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกับบริษัทบริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ในวันนี้นะคะ

ประกายรัตน์ ต้นธีรวงศ์ (12/12/2568)